เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับบัตรเครดิต ที่แบงค์จะไม่บอกคุณ

เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับบัตรเครดิต ที่แบงค์จะไม่บอกคุณ

บัตรเครดิต เป็นบริการประเภทหนึ่ง ที่ปัจจุบันนี้ ผู้คนนิยมมีในครองครองและใช้งานกันมาก เพราะมีความสะดวกสบาย และเป็นตัวช่วยในการหมุนเงินได้อย่างดี เนื่องจากการจ่ายผ่านบัตรเครดิต ผู้ใช้ไม่จำเป็นจะต้องออกเงินไปก่อนเหมือนกับการจ่ายด้วยเงินสด อย่างไรก็ตามการใช้บัตรเครดิต แบบไม่ระวัง ไม่รู้อะไรเลย จะทำให้คุณเสียเปรียบธนาคารได้ (เพราะมีการกำหนดดอกเบี้ยเอาไว้สูง อย่าลืมนะครับ) สำหรับเรื่องที่ธนาคารมักจะไม่บอกคุณเกี่ยวกับบัตรเครดิต มีดังต่อไปนี้

  1. คุณเป็นเจ้านายของแบงก์ ไม่ใช่แบงก์เป็นเจ้านายคุณ เพราะคุณคือลูกค้า และแบงก์มีหน้าที่ต้องคอยบริการคุณอย่างดีที่สุด ดังนั้นเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น หรือมีข้อสงสัยอะไร รีบรักษาสิทธิ์ของคุณโดยการเข้าไปคุยกับแบงก์ทันที อย่ากลัวแบงก์ อันนี้หลายคนเป็นนะครับ เวลาเกินเรื่องอะไรขึ้นมาไม่กล้าเข้าไปคุยกับแบงก์ตรงๆ จนทำให้เรื่องมันบานปลายและไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว ทำให้เสียผลประโยชน์ และสิทธิประโยชน์อันพึงได้ไป ดังนั้นต้องคิดเอาไว้เสมอว่า เราเป็นเจ้านายแบงก์ มีเรื่องอะไรเข้าไปคุยกันตรงๆ ไปเลยอย่ากลัว หากธนาคารบริการไม่ประทับใจก็ปิดบัตรไปเลย แล้วหาแบงก์ที่บริการดีกว่าได้ เพราะปัจจุบันการแข่งขันด้านบัตรเครดิตมันสูงมากๆ ครับ แบงก์ไหนๆ ก็ยินดีอ้าแขนรับคุณทั้งนั้น
  2. ไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยแพงๆ เข้าไปคุยกับแบงก์ได้เลย อันนี้หลายคนไม่รู้ และยอมรับสภาพจ่ายดอกเบี้ยแพงๆ ไป ซึ่งแบงก์มีแต่ยิ้มกับยิ้ม ทั้งนี้คุณสามารถที่จะเจรจาลดดอกเบี้ยกับแบงก์ได้นะครับ หากคุณเป็นลูกหนี้ชั้นดี จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยเบี้ยว เครดิตบูโรไม่มีประวัติเสีย การขอลดดอกเบี้ยแค่ใช้วิธีง่ายๆ เช่น ลองเปรยๆ ว่าได้รับข้อเสนอ ที่ดีกว่า หรือดอกเบี้ยถูกกว่า จากแบงก์คู่แข่ง เป็นต้น
  3. หากคุณมีรายได้เพิ่ม และอยากจะมีบัตรเครดิตเพิ่ม ขอบอกว่าอย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น (แม้แบงก์จะแนะนำให้ทำเพิ่มก็ตามที) เพราะที่จริงแล้ว คุณสามารถใช้บัตรเดิมได้ แต่ขอเพิ่มวงเงินเท่านั้นก็พอ ซึ่งสามารถติดต่อไปยังธนาคารเจ้าของบัตรได้เลย และไม่จำเป็นจะต้องมีการทำบัตรใหม่ให้เสียเวลาอีกด้วย
  4. คุณจ่ายแค่ดอกเบี้ยก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่หลายๆ คนไม่รู้ มักจะลุกลี้ลุกลนหาทางจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ได้ อันนี้บอกเลยว่าจะจ่ายแค่ดอกเบี้ยธนาคารก็ไม่ว่าอะไร เพราเงินต้นยังอยู่และธนาคารได้กำไรจากดอกเบี้ยไปวันๆ อย่างไรก็ตามแม้ธนาคารจะไม่ว่าอะไร แต่รีบจ่ายหนี้ให้หมดจะดีกับเรามากกว่าครับ
  5. หากไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว ให้ติดต่อประนอมหนี้เลย นี่คือสิทธิ์ของคุณ ไม่จำเป็นต้องหนี้หรือเบี้ยว เพราะแบงก์จะเปิดช่องทางให้เจรจากันอยู่แล้ว รักษาสิทธิ์กันหน่อยครับ

เป็นหนี้บัตรเครดิต ไม่มีเงินจ่ายหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไร

เป็นหนี้บัตรเครดิต บัตรเครดิตนั้นเป็นเครื่องมือในการชำระสินค้าและบริการต่างๆ ที่มีความสะดวกสบายมากกว่าเงินสด ดังนั้นหลายๆ คนจึงติดกับดักในความสะดวกสบายนั้น จนก่อให้เกิดหนี้ขึ้นมา (มักจะเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวด้วย) หากสามารถชำระหนี้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่สามารถชำระหนี้ก้อนนั้นได้ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายตามมา อย่างไรก็ตามหากคุณไม่มีความสามารถในการจ่ายบัตรเครดิต ให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ไม่มีเงินจ่ายหนี้บัตรเครดิต ทำอย่างไร

  1. ก่อนอื่นให้ประเมินสถานการณ์ด้านการเงินของคุณให้ถ่องแท้เสียก่อน ว่าคุณมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ และจะมีรายได้เข้ามาจากทางไหนบ้าง เพื่อลดหนี้ดังกล่าวลงได้ อย่างไรก็ตามไม่ควรปล่อยให้ระยะเวลาเกิน 3 เดือน เพราะหนี้จะเสีย และจะเข้าสู่ขั้นตอนการฟ้องแพ่ง ซึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าว หากเรารู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้รีบหาทางประนอนหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้โดยด่วน
  2. อย่าเพิกเฉยต่อเอกสารทุกชนิดที่ส่งมาจากเจ้าหนี้ของคุณ เพราะว่าในนั้นจะมีรายละเอียดของหนี้อยู่ หลายๆ คนมักจะไม่กล้าอ่านเมื่อเห็นเอกสารทวงนี้ ขอกบอกเลยว่าผิดมาก เพราะจะทำให้คุณไม่สามารถรู้ถึงรายละเอียดของหนี้ได้นั่นเอง นอกจากนั้นในเอกสารพวกนี้ยังมีอัตราของดอกเบี้ยบอกไว้ด้วย (โดยมากมักจะขึ้นเป็นรายวัน)
  3. ต่อเนื่องจากจากข้อ (1) คือ เมื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ติดต่อทำการประนอมหนี้ภายใน 3 เดือนนับจากวันผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้นโยบายของธนาคารแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน เช่น บางแห่งเมื่อมีการแจ้งว่าไม่สามารถชำรำหนี้ตามกำหนดได้ ก็จะมีการปรับให้ลูกหนี้สามารถทำการผ่อนจ่ายหนี้ก้อนดังกล่าวได้ในระยะยาว แต่บางแห่งเมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน ก็จะมีการส่งเรื่องฟ้องศาล แต่ก็จะมีระยะเวลาประนอมหนี้ให้คือประมาณ 20 วัน (นับจากวันที่แจ้งว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขเดิม) ซึ่งโดยทั่วไป มักจะมีการเสนอเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ (ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร) เมื่อตกลงเงื่อนไขประนอมหนี้กันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปศาลแต่ให้ทำการชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดใหม่แทน ซึ่งห้ามผิดนัดเด็ดขาด เพราะหากผิดนัดก็จะกลับเข้าสู่กระบวนการฟ้องศาลเหมือนเดิม
  4. หากมีการติดต่อของประนอมหนี้ผ่านทางผู้ติดต่อทวงถามไม่สำเร็จ หรือไม่มีความคืบหน้า ให้รีบทำการติดต่อไปยังธนาคารเจ้าของบัตรโดยตรงได้ ซึ่งจะช่วยทำให้เรื่องเดินได้เร็วกว่า
  5. อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถตกลงเงื่อนไข ตามวิธีการที่บอกไปทั้งหมดได้ ให้ไปศาลตามหมายนัด เพื่อทำการไกลเกลี่ยตกลงหาข้อยุติได้ต่อหน้าศาล ซึ่งลูกหนี้สามารถทำการต่อรองจำนวนเงินต้น ดอกเบี้ย วิธีการชำระ ฯลฯ ได้ โดยการตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่นี้ก็จะขึ้นอยู่กับคู่กรณีในการพูดจาตกลงกันครับ

วางแผนผ่อนบ้านไปด้วย จ่ายหนี้บัตรเครดิตไปด้วยแบบชิลๆ

เชื่อว่าหลายๆ คนนั้นมีภาระทางการเงินที่จะต้องมีการจ่ายออกในแต่ละเดือนเยอะ โดยเฉพาะท่านที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่กำลังอยู่ในขั้นสร้างฐานะ และสร้างครอบครัวทั้งหลาย มักจะต้องมีภาระทั้งการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนสินค้าเครื่องใช้ต่างๆ และมีภาระเรื่องของบัตรเครดิตควบคู่กันไปด้วย สำหรับบทความนี้จะมาแนะนำวิธีการผ่อนบ้าน และจ่ายหนี้บัตรเครดิตไปด้วยกันอย่างชิลๆ ตามไลต์มนุษย์เงินผ่อนกันครับ

ผ่อนบ้านไปด้วย จ่ายหนี้บัตรเครดิตไปด้วยแบบชิลๆ

  • วางแผนชำระหนี้ แน่นอนว่าการวางแผนชำระหนี้อย่างเป็นระบบนั้นจะช่วยทำให้รายจ่าย มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้เราทำการแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน สำหรับการจ่ายค่าบ้าน (หรือค่าผ่อนอื่นๆ) และการจ่ายหนี้บัตรเครดิต ซึ่งหลังจากเราแบ่งออกเป็นสองกองแล้วให้รีบเอาไปจ่ายทันที ภายในกำหนดเวลา จากนั้นที่เหลือจึงเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวัน
  • ทำการจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างรัดกุม หรือการทำบัญชีแบบง่ายๆ เพื่อบันทึกรายรับรายจ่ายเอาไว้นั่นเอง การทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถที่จะรู้สถานะทางการเงินของเราได้อย่างชัดเจน เช่น รู้ว่ารายได้มาจากไหน เท่าไหร่ จะมีรายจ่ายอะไรบ้าง จากนั้นก็ค่อยปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อเอาเงินส่วนดังกล่าวมาจัดการกับหนี้ หรือรายจ่ายที่จำเป็นเสียก่อน
  • ควรปลดหนี้ก้อนที่ใหญ่ให้หมดโดยเร็วก่อน ถ้าหากคุณได้เงินก้อนมา ให้รีบเอามาปิดหนี้ที่เป็นก้อนใหญ่ๆ ให้หมดไปก่อน จะช่วยลดภาระหนี้ลงได้เยอะ และสภาพคล่องทางการเงินจะมีมากกว่าเดิม จากนั้นจึงสามารถที่จะจ่ายหนี้ที่เหลือได้อย่างคล่องมากขึ้น เพราะคุณไม่ต้องมีรายจ่ายหลายทางอีกต่อไป
  • รีไฟแนนซ์หนี้ใหม่ แน่นอนว่าหากคุณอยู่ในภาวะที่เมื่อใช้หนี้ไปแล้ว รู้สึกว่าเงินไม่พอ สำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก็อาจจะต้องมีการพิจารณา รีไฟแนนซ์ หรือการยืดเวลาชำระหนี้ออกไป ซึ่งอาจจะเลือกรีไฟแนนซ์ให้มีดอกเบี้ยต่ำลงด้วยก็ได้ สำหรับการรีไฟแนนซ์นั้นจะช่วยทำให้คุณมีเวลาเพิ่มสำหรับการหาเงินมาใช้จ่ายหนี้ แต่จะทำให้คุณต้องใช้เวลามากกว่าเดิมในการปลดหนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการรีไฟแนนซ์ จึงควรเป็นทางเลือกท้ายๆ ของการแก้ปัญหาหนี้จริงๆ
  • ปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อคุณรู้สึกว่าเริ่มจ่ายหนี้บัตรเครดิตไม่ไหวแล้ว จำเป็นจะต้องมีการแจ้งไปยังธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต เพื่อทำการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การรวมยอดหนี้ให้เป็นก้อนเดียว การขอลดดอกเบี้ย เป็นต้น ซึ่งจะทำให้คุณจ่ายหนี้ได้สบายมากขึ้นครับ
  • หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือการกู้หนี้มาโปะหนี้ วิธีนี้จะช่วยทำให้ปลดหนี้ก้อนเดิมได้อย่างรวดเร็ว และหนี้ก้อนใหม่ก็จะไม่มีดอกเบี้ยมหาโหด อีกต่อไปนั่นเอง สำหรับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ก็เช่น พวกสหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนต่างๆ เป็นต้น

บัตรเครดิตคืออะไร ประวัติบัตรเครดิต รูปแบบการทำงานของบัตร

บัตรเครดิตคืออะไร บัตรเครดิตนั้นจัดเป็นบัตรสินเชื่อประเภทหนึ่ง ที่ผู้ให้บริการสินเชื่อจะจัดทำบัตรขึ้นมาให้กับผู้กู้ ในการใช้งานด้านต่างๆ เช่นการซื้อสินค้า บริการ การชำระหนี้ การกดเงินสด เป็นต้น บัตรเครดิตนั้นเป็นนวัตกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1914 โดยบริษัทเจเนอรัล ปิโตรเลียม คอร์เปอเรชั่น ออฟแคลิฟอร์เนีย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โมบิลออยล์ จำกัด) อย่างไรก็ตามบัตรเครดิตดังกล่าวนี้จะเป็นลักษณะคล้ายกับเหรียญกษาปณ์มากกว่า การใช้งานบัตรเครดิตชนิดนี้ ทางบริษัทฯ จะมอบให้กับพนักงานที่มีประวัติดี ไว้ใจได้สามารถนำเอาไปเติมน้ำมันของบริษัทได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบัตรเครดิตยุคนี้ใช้กันในวงแคบๆ เท่านั้น

ต่อมา ค.ศ. 1950 นักธุรกิจคนหนึ่งคือ Frank McNamara ได้เดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง แต่เกขากลับลืมเอากระเป๋าสตางค์มาด้วย จนต้องมีการติดต่อให้ภรรยานำกระเป๋าสตางค์มาให้ ต่อมาเขาเกิดแนวคิดในการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินขึ้น เพื่อความสะดวกสบายและลดปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อใช้เงินสด เขาจึงนำเอาไอเดียเรื่องนี้ไปปรึกษาทนายความส่วนตัวคือ Ralph Schncider จนทำให้สามารถคิดค้น Diners Club ซึ่งเป็นบัตรสำหรับการชระค่าอาหารโดยไม่ต้องพกเงินสดขึ้นมา และบัตรชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก

ต่อมา บริษัท อเมริกัน เอ็กเพรส จำกัด ได้มีการออกบัตรเครดิตประเภทที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว หรือนักเดินทางที่เดินทางไปต่างประเทศ และบัตรดังกล่าวสามารถนำมาขึ้นเงินสดได้ผ่านทางธนาคารต่างๆ ทำให้บัตรอเมริกัน เอ็กเพรส ได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับบัตรเครดิตนั้น จะมีรูปแบบการทำงาน คือผู้ใช้จะทำการนำเอาบัตรเครดิต มาซื้อสินค้าบริการต่างๆ ของทางร้านค้าหรือหน่วยธุรกิจ ที่ร่วมรายการ (ใช้ได้ตามวงเงินที่ธนาคารผู้ให้บริการกำหนด) จากนั้นเมื่อทางหน่วยธุรกิจ ร้านค้าต่างๆ ทำการสรุปยอดของสินค้าและบริการแล้ว จะมีการใช้บัตรรูดไปที่เครื่องสำหรับรูดบัตร ซึ่งจะออนไลน์กับธนาคาร จากนั้นระบบจะทำการตัดเครดิตตามจำนวนเงินที่เท่ากับสินค้าและบริการนั้นๆ (บวกกับค่าธรรมเนียม) ขั้นตอนสุดท้ายผู้ใช้บัตรเครดิตจะต้องมีการเซ็นลายมือชื่อลงในใบเสร็จ เพื่อเป็นการแสดงว่ายินยอมให้เกิดการซื้อขายดังกล่าวจริง

การชำระคืนบัตรเครดิตนั้น มักจะมีการชำระ เมื่อทางธนาคารเจ้าของบัตรส่งใบเรียกเก็บหนี้มาแล้ว การชำระหนี้บัตรเครดิต สามารถทำได้สองวิธี คือชำระเต็มจำนวนในระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย (ประมาณ 45-50 วัน) หมายถึงหากชำระในเวลาดังกล่าวจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือชำระขั้นต่ำที่กำหนด (ประมาณ 10% ของยอดที่ใช้ไป) และยอดดังกล่าวจะกลายเป็นหนี้ซึ่งต้องชำระพร้อมกับดอกเบี้ย (โดยส่วนใหญ่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 20% ขึ้นไป)

อยากทําบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

อยากทําบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่

สมัครออนไลน์